การปฏิรูปวิทยาศาสตร์ศึกษาของต่างประเทศ
1. ประเทศอังกฤษ
1.1 วิสัยทัศน์ผู้นําประเทศ กฎหมาย นโยบายเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ศึกษา
นายกรัฐมนตร Tony Blair ของอังกฤษ ได้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนของรัฐบาล ในการให้ความสำคัญต่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ โดยเน้นว่าความแข็งแกร่งทางวิทยาศาสตร์ คือ รากฐานสำคัญของสหราชอาณาจักร
ปรัชญาในการจัดการศึกษาของรัฐบาลอังกฤษ สรุปได้ดังนี้
1. เด็กทุกคนต้องได้รับความรู้พื้นฐานในการอ่านออกเขียนได้ และเน้นความรู้พื้นฐานทางเลขคณิต
2. โรงเรียนทุกแห่งต้องมีการพัฒนาการศึกษา ทั้งนี้โดยมีรัฐบาลกลางเป็นผู้ตรวจสอบ และให้การสนับสนุนแก่โรงเรียน
3. เด็กทุกคนมีความแตกต่างในการเรียนรู้และมีความสามารถแตกต่างกัน
4. คุณภาพการสอนเป็นสิ่งสาคัญ คุณภาพอาจเกิดขึ้นได้ด้วยการสร้างแรงกดดันโดยการตรวจสอบและการให้การสนับสนุน จะช่วยทำให้การสอนมีการพัฒนาที่ดี
5. ผู้ปกครองและชุมชนมีส่วนร่วมและมีอิทธิพลต่อการศึกษาของเด็ก
6. การร่วมมือกันระหว่างชุมชนและโรงเรียนทำให้โรงเรียนสามารถพัฒนาไปถึงจุดมุ่งหมายที่มีมาตรฐานได้
ในการกาหนดนโยบายการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศอังกฤษนั้น อยู่ในความรับผิดชอบของแผนกการศึกษาและการจ้างงาน (Department of Education and Employment : DfEE) นอกจากนี้ยังมีองค์กรที่มีส่วนร่วมเสนอความคิดเห็นในการกำหนดนโยบายดังกล่าว ที่สำคัญได้แก่ ราชสมาคม (Royal Society) โดยราชสมาคมให้ความสนับสนุนนโยบาย science-for-all (มาตั้งแตปี1982) นโยบายดังกล่าวกำหนด ใหนักเรียนอายุตั้งแต่ 16 ปี ลงไปได้เรียนวิชาฟิสิกส์เคมี ชีววิทยา ตลอดจนวิชาที่มีลักษณะเป็นสหวิชา (interdisciplinary) นอกจากนี้ราชสมาคมยังได้ร่วมกับองค์กรทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์รวม 9 องค์กร สนับสนุนนโยบายให้นักเรียนอายุ 14-16 ได้ศึกษาวิชาทางวิทยาศาสตร์เป็นเวลาร้อยละ 20 หรือประมาณ 1 ใน 5 ของเวลาเรียนทั้งหมดในตารางเรียน โดยราชสมาคมเห็นว่าหัวใจสำคัญของวิชาวิทยาศาสตร์คือ การฝึกปฏิบัติ(practical science) และกระบวนการสืบค้น (investigative science)
1.2 หลักสูตรและรูปแบบการจัดการเรียนการสอนในแต่ละระดับการศึกษา
หลักสูตรแห่งชาติสำหรับการศึกษาภาคบังคับแบ่งเป็นระดับคือ Key stage ได้ 4 ระดับ และมีหลักสูตรวิทยาศาสตร์แห่งชาติ มีแบบแผนที่แยกได้เป็น 4 มิติ คือ
มิติที่1 : ระดับการเรียน ประกอบด้วย Key stage ทั้ง 4
มิติที่2 : เนื้อหา แต่ละ Key stage จะมีเนื้อหาคล้ายกัน แต่ Key stage ที่สูงกว่าจะมีความซับซ้อนและความละเอียดของหัวข้อมากขึ้น และขอบเขตเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์มีอยู่ 4 ด้านด้วยกัน คือ1. การทดลองและการสืบค้นทางวิทยาศาสตร์
2. กระบวนการแห่งชีวิตและสิ่งมีชีวิต
3. วัสดุศาสตร์และสมบัติของวัสดุ
4. กระบวนการเชิงกายภาพ
มิติที่3 : วัตถุประสงค์ ในหลักสูตรวิทยาศาสตร์แห่งชาติ การเรียนรู้ในแต่ละหัวเรื่องได้กำหนดวัตถุประสงค์ไว้ 5ประการคือ
1.การสืบสวนเชิงระบบ คือ นักเรียนต้องได้เห็น ได้ทราบ ได้ทำ ได้สัมผัส
2.วิทยาศาสตร์ในชีวิติประจำวันและการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์
3.นักเรียนต้องทราบถึงธรรมชาติและแนวคิดทางวิทยาศาสตร์
4.นักเรียนจะต้องมีความสามารถในการสื่อสาร ถ่ายทอดสิ่งที่เรียนรู้ได้
5.สุขภาพและความปลอดภัย
มิติที่4 : เป้าหมายหรือแนวการประเมินนักเรียน มีการกำหนดเป้าหมายเพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนซึ่งได้มีการแบ่งระดับ(level) ของเป้าหมายในแต่ละเนื้อหาวิชาไว้ 8 สำหรับระดับ 8 เป็นส่วนของเด็กที่มีความสามารถสูง ส่วนการประเมินนักเรียนใน Key stage 4 นั้น จะใช้ข้อสอบกลางที่เรียกว่า General Certificate of Secondary Education หรือ GCSE
1.3 การพัฒนาครูประจำ การและนักศึกษาครูสาขาวิทยาศาสตร์ศึกษา
การพัฒนาครูประจำการในประเทศอังกฤษอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของแผนกการศึกษาและการจ้างงาน(DfEE) ซึ่งเป็นองค์กรที่ดูแลการพัฒนาครูประจำการร่วมกับ Welsh Office Education Department แห่งเวลส์ และ Department of Education for Northern Ireland ผ่านหน่วยงาน Teacher Training Agency ซึ่งลักษณะของการพัฒนาครูประจำการมีหลายรูปแบบ ดังนี้
1. การฝึกอบรมขั้นต้น ภายหลังจากที่ครูได้รับปริญญาตรีทางวิทยาศาสตร์มาแล้ว
2. การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ICT
3. ศูนย์ครูเสมือนจริง (VTC : Virtual Teacher Centre) ทำหน้าที่เพื่อนครูช่วยครูสอน
4. ความร่วมมือระหว่างโรงเรียนและมหาวิทยาลัย
5. การส่งเสริมและดำเนินการโดยองค์กรอื่น
2. ประเทศญี่ปุ่น
2.1 วิสัยทัศน์ผู้นำประเทศ กฎหมาย นโยบายเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ศึกษา
สำหรับวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศ นายกรัฐมนตรีนากาโซเนเป็นผู้นำประเทศที่ประกาศวิสัยทัศน์ในการปฏิรูปการศึกษาครั้งล่าสุด ในปี พ.ศ. 2527 โดยประกาศยุทธศาสตร์หลักว่าต้องปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ และมีนโยบายเร่งด่วนเพื่อดําเนินการปฏิรูปการศึกษาซึ่งประกาศโดยคณะรัฐมนตร เพื่อการปฏิรูปใน 7 ด้านและต่อมาในปี พ.ศ. 2539 คณะรัฐมนตรีได้ประกาศนโยบายส่งเสริมวิทยาศาสตรขึ้นมาอีกครั้งเป็นกรณีพิเศษ ภายหลังจากที่กระทรวงศึกษาธิการได้มีนโยบายส่งเสริมสิ่งแวดล้อมศึกษา และการคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร (Scientific thinking) ออกมาแล้ว ซึ่งนโยบายของรัฐในปี พ.ศ. 2539 นั้น มุ่งเน้นการให้การสนับสนุนการวิจัยและนักวิจัยมากขึ้น โดยใช้กฎหมายเป็นกลยุทธ์ในการพัฒนาด้านวิทยาศาสตรศึกษา โดยมีกฎหมายที่สาคัญอยู่ 2 ฉบับ คือ The Law for Promotion ofIndustrial Education และ The Law for Promotion of Science Education กฎหมายเหล่านี้ทาให้รัฐบาลต้องส่งเสริมวิทยาศาสตร์ศึกษาอย่างเป็นระบบตลอดจนจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ทางด้านวิทยาศาสตร์สนับสนุนแก่โรงเรียน
2.2 หลักสูตรและรูปแบบการจัดการเรียนการสอนในแต่ละระดับการศึกษา
ประเทศญี่ปุ่นจะทำการปฏิรูปหลักสูตรทุก ๆ 10 ปี ซึ่งการปรับปรุงหลักสูตรครั้งล่าสุดเริ่มประกาศใช้ในปี พ.ศ. 2542 โดยหลักสูตรใหม่สำหรับระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาจะค่อนข้างใกล้เคียงกัน คือ วิชาวิทยาศาสตร์ถูกลดเวลาเรียนลงอีก แต่จะเพิ่มชั่วโมงสำหรับการเรียนรู้แบบบูรณาการ (Integrated learning hours) และวิชาภาษาต่างประเทศ เน้นการสังเกต/ทดลองทางวิทยาศาสตร์มากขึ้นในขณะเดียวกันจะมีการกระจายภาระหน้าที่ลงมาที่ครูผู้สอนมากขึ้น โดยมีการเสนอแนะให้ครูจัดทำแผนการสอนที่ถูกต้อง สามารถจัดเนื้อหาวิธีการสอนได้ และเน้นเนื้อหาที่เหมาะสมกับท้องถิ่นและผู้เรียนแต่ละคน สำหรับหลักสูตรและการสอนวิทยาศาสตร์ระดับอุดมศึกษานั้น จะคล้ายกับของประเทศไทย แต่ภายหลังการปฏิรูปการศึกษา มีการจัดสรรทุนอุดหนุนการวิจัยเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า และมีการจัดตั้งศูนย์สารสนเทศและเครือข่าย รวมถึงการส่งเสริมการวิจัยเชิงลึกในเรื่องดาราศาสตร์ นิวเคลียร์ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ สิ่งแวดล้อม
2.3 การพัฒนาครูประจำการและนักศึกษาครูสาขาวิทยาศาสตร์ศึกษา
นักศึกษาที่จะเป็นครูของประเทศญี่ปุ่น ต้องผ่านการศึกษาในระบบมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยศึกษาวิชาชีพครูไม่น้อยกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ และต้องเรียนวิชาทางการศึกษาตามที่กำหนด เมื่อจบการศึกษาแล้วต้องสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ในส่วนของการพัฒนาครูประจำการในประเทศญี่ปุ่นเป็นไปอย่างมีระบบ เพราะมีข้อบังคับของทางราชการให้ครูต้องเข้ารับการฝึกอบรมและค้นคว้าวิจัยอย่างสม่ำเสมอ โดยมีศูนย์ฝึกอบรมครูในระดับจังหวัดทุกจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฝึกอบรมครูทางด้านวิทยาศาสตร์จะเน้นการทดลอง ปฏิบัติและการฝึกใช้เครื่องมือ นอกจากนี้ครูยังสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้ด้วยตนเอง จากคู่มือการสอนวิทยาศาสตร์และเครื่องมือในการค้น คว้าทดลองที่ผลิตจำหน่าย โดยภาคเอกชน โดยสถานภาพของวิชาชีพครูในประเทศญี่ปุ่นจะได้รับการยกย่องให้อยู่ในระดับสูง
3. ประเทศสหรัฐอเมริกา
3.1 วิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศ กฎหมาย นโยบายเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ศึกษา
ระบบการศึกษาในสหรัฐอเมริกาเป็นระบบที่มีการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น เกือบทั้งหมด แม้กฎหมายการศึกษาของแต่ละรัฐจะต่างกัน แต่ทั้ง 50 รัฐมีระบบการศึกษาที่คล้ายคลึงกัน ทั้งนี้เพราะผลจากปัจจัยที่คล้ายกัน เช่น ความต้องการทางสังคมและเศรษฐกิจของชาติ การปฏิรูปวิทยาศาสตร์ศึกษาในสหรัฐอเมริกาเกิดขึ้นสองครั้ง ครั้งที่ 1 เรียกว่ายุคสปุตนิก (ช่วงทศวรรษ 1960-70) ลักษณะเด่นของการปฏิรูปในยุคสปุตนิก คือ การเน้นการพัฒนาหลักสูตรใหม่ซึ่งนำความตื่นเต้นของการวิจัยและการค้นพบทางวิทยาศาสตร์เข้าไปสู่ชั้นเรียน การจัดกระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะ นักเรียนจะเรียนรู้แนวความคิด (concept) โดยผ่านทางกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งช่วยพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา การปฏิรูปวิทยาศาสตร์ศึกษาครั้งที่ 2 เรียกว่ายุค TIMSS (Third International Mathematics and Science Study) ช่วงทศวรรษ 1980 - ปัจจุบัน เกิดขึ้นเพราะความไม่พอใจที่เด็กอเมริกันสอบได้เป็นลำดับท้าย ๆ ในการแข่งขันวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ระดับนานาชาติครั้งที่ 3 (TIMSS) ในยุคนี้รัฐบาลของประธานาธิบดีคลินตันออกกฎหมายชื่อ พระราชบัญญัติเป้าหมาย 2000 : การศึกษาของอเมริกา (Goals 2000 : Education America Act, 1994) ซึ่งกำหนดเป้าหมายการศึกษาของชาติจำนวน 8 ข้อ โดยในข้อที่ 4 ระบุว่า นักเรียนอเมริกันต้องสอบวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ได้เป็นที่ 1 ของโลก
3.2 หลักสูตรและรูปแบบการจัดการเรียนการสอนในแต่ละระดับการศึกษา
ระบบการศึกษาของอเมริกาประกอบด้วย 3 ระดับใหญ่ ๆ คือ ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา และระดับอุดมศึกษา ระดับประถมศึกษาใช้ระบบครูคนเดียวสอนทุกวิชา การสอนวิทยาศาสตร์มักสอดแทรกรวมอยู่กับวิชาอื่น เนื้อหามีลักษณะบูรณาการพูดถึงสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว รูปแบบการสอนและการวัดผลให้สอดคล้องกับเป้าหมายและมาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษาแห่งชาติ ระดับมัธยมศึกษา แบ่งออกเป็นมัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นวิชาต่าง ๆ จะแยกออกจากกัน เด็กจะเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ในลักษณะบูรณาการของ Life Science ประมาณ 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 1 ปีการศึกษา จะคิดเป็น 1 หน่วยกิต ลักษณะการเรียนการสอนเน้นการเรียนรู้แบบสืบเสาะ เด็กได้ลงมือทำกิจกรรมเพื่อฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายยังคงลักษณะความเป็นบูรณาการ มีการแบ่งเวลาเป็นการบรรยายหรืออภิปรายทั่วไปรวมทั้งชั้นร้อยละ 42 เป็นกิจกรรมปฏิบัติการร้อยละ 21 และเป็นกิจกรรมอื่น ๆ
3.3 การพัฒนาครูประจำการและนักศึกษาครูสาขาวิทยาศาสตร์ศึกษา
โปรแกรมการฝึกหัดครูของสหรัฐอเมริกา คือ การเรียนในมหาวิทยาลัย 4 ปี จนจบปริญญาตรีโดยใช้เวลา 1 ภาคการศึกษาในชั้นปีที่ 4 เพื่อฝึกการสอน ผู้ที่ต้องการจะเป็นครูประถมศึกษาส่วนใหญ่จะเรียนศิลปศาสตร์คือวิชาเนื้อหาในช่วง 2 ปี แรก จากนั้นจะเรียนวิชาทางการศึกษาในคณะศึกษาศาสตร์จนสำเร็จปริญญาตรี ผู้ที่ต้องการจะเป็นครูมัธยมศึกษาโดยทั่วไปจะเลือกเรียนสาขาวิชาเฉพาะสาขาใดสาขาหนึ่ง เช่น คณิตศาสตร์ และเรียนรายวิชาทางการศึกษาอีกเล็กน้อย ผู้ที่เป็นครูต้องเข้ารับการอบรมครูประจำการ ซึ่งโดยปกติจัดที่โรงเรียนที่ครูผู้นั้นสอนอยู่หรือในที่ทำการเขตการศึกษา หรือเข้าเรียนรายวิชาสั้น ๆ ในมหาวิทยาลัยในโปรแกรมการศึกษาต่อเนื่อง
4, ประเทศเยอรมนี
4.1 หลักสูตรและรูปแบบการจัดการเรียนการสอนในแต่ละระดับการศึกษา
สำหรับหลักสูตรของประเทศเยอรมนี รัฐต่าง ๆ ในประเทศจะมีโครงสร้างทางการศึกษาและหลักสูตรแกนกลางในลักษณะเดียวกัน โดยไม่มีกรอบหลักสูตรระดับชาติ อำนาจในการนำกฎหมายและระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ ทางการศึกษาไปใช้เป็นอำนาจของสำนักงานศึกษาธิการของแต่ละรัฐ ดังนั้นอำนาจในการพัฒนากรอบหลักสูตรและการบังคับใช้จึงเป็นของรัฐแทนที่จะเป็นของกระทรวงศึกษาธิการ โดยกรอบหลักสูตรที่แต่ละรัฐพัฒนาขึ้น ทำให้มาตรฐานของการสอนใกล้เคียงกัน โดยหลักสูตรในระดับประถมศึกษามีการกำหนดให้เรียนวิชาภาษาเยอรมันและคณิตศาสตร์มากที่สุด สำหรับระดับมัธยมศึกษาตอนต้นนั้นแต่ละรัฐจะกำหนดกรอบหลักสูตรวิชาหลักให้ โดยทางโรงเรียนสามารถดัดแปลงวิธีสอนและระดับของความยากง่ายได้ตามความเหมาะสม นอกจากนี้ครูยังได้รับอนุญาตให้ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมเนื้อหาของหลักสูตรได้ตามความเหมาะสมกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของนักเรียน อย่างไรก็ตามเยอรมนีไม่มีการแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มภายในห้องเรียนตามความสามารถของนักเรียน เพราะว่าโรงเรียนควรรับผิดชอบส่งเสริมให้เด็กเรียนเต็มตามศักยภาพของตนและครูควรรับผิดชอบในการช่วยเด็กที่เรียนอ่อนให้สามารถเรียนรู้พร้อมเพื่อนในชั้นได้
4.2 การพัฒนาครูประจำการและนักศึกษาครูสาขาวิทยาศาสตร์ศึกษา
การพัฒนาครูของประเทศเยอรมนีแต่ละรัฐของประเทศต่างจัดโปรแกรมการผลิตครูของตนเองแต่จะต้องสอดคล้องกับข้อกำหนดพื้นฐานสำหรับการเป็นครูซึ่งคณะกรรมการที่ประกอบด้วยศึกษาธิการจากทุกรัฐกำหนดขึ้น เมื่อผู้ที่ต้องการจะเป็นครูจบการศึกษา 4 ปี หรือ 5 ปีจากมหาวิทยาลัย ซึ่งรวมถึงการสังเกตการณ์สอนในโรงเรียนเป็นเวลาหลายสัปดาห์ จะต้องเข้ารับทดสอบของรัฐครั้งที่ 1 (First State exam) ผู้ที่ผ่านการทดสอบจะต้องเป็นครูฝึกสอนเป็นเวลา 2 ปี โดยได้รับเงินเดือนครึ่งหนึ่งของอัตราเงินเดือนปกติ สำหรับครูใหม่เมื่อฝึกสอนครบแล้วครูฝึกสอนจะต้องผ่านการทดสอบของรัฐครั้งที่ 2 (Second State exam จึงจะมีคุณสมบัติสามารถประกอบอาชีพครูได้ ครูใหม่จะต้องอยู่ในสถานภาพการทดลองปฏิบัติงาน 3 ปี ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้ง เป็นข้าราชการพร้อมด้วยตำแหน่งหน้าที่โดยครูให่ จะได้รับมอบหมายความรับผิดชอบเต็มที่สำหรับห้องเรียนที่ตนรับผิดชอบ ครูจึงค่อนข้างมีเสรีภาพในการทำงานสูง ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนครูด้วยกันจึงมีน้อย ในส่วนของสถานภาพครูในประเทศเยอรมนีจะอยู่ในระดับปานกลาง ค่าตอบแทนของครูก็จะใกล้เคียงกับข้าราชการอื่นๆ และมีสิทธิได้รับสวัสดิการหลายอย่าง เช่น เงินเพิ่มสำหรับครอบครัว ค่ารักษาพยาบาล เป็นต้น
5. ประเทศสิงคโปร์
5.1 วิสัยทัศน์ผู้นำประเทศ กฎหมาย นโยบายเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ศึกษา
ผู้นำสิงคโปร์เชื่อมั่นว่าระบบการศึกษาที่มีประสิทธิภาพจะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของประชากร ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและการพัฒนาประเทศโดยรวม ดังนั้น สิงคโปร์จึงดำเนินการปฏิรูปการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง สำหรับนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ศึกษาได้เริ่มมีการปฏิรูปไปพร้อม ๆ กับการปฏิรูปการศึกษาของประเทศในช่วงแรก (พ.ศ.2489-2508) โดยได้มีการเริ่มนำภาษาอังกฤษมาใช้ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นครั้งแรก รวมทั้งมีการนำโทรทัศน์ศึกษามาใช้ การสอนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์แลเทคโนโลยี ด้วยในปี พ.ศ. 2528 สิงคโปร์ประสบความผันผวนทางเศรษฐกิจ คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจได้จัดทํารายงาน เศรษฐกิจสิงคโปร์ ทิศทางใหม่ ขึ้นเพื่อกำหนดเป็นนโยบายในการแข่งขันและกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ โดยสาระสำคัญด้านการศึกษาของเอกสารฉบับนี้ได้ครอบคลุมถึงว่าการให้การศึกษาควรมุ้งเน้นด้านภาษา วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และมนุษยศาสตร์เพื่อส่งเสริมการคิด
อย่างมีเหตุผลและการศึกษาตลอดชีวิต นอกจากนี้ิสิงคโปร์ยังได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (National Science and Technology Board : NSTB) ในปี พ.ศ. 2534 โดยมีเป้าหมายการปฏิรูปด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดังนี้
1) ค่าใช้จ่ายในการทำวิจัยและพัฒนาระดับชาติควรเป็นร้อยละ 2 ของ GDPโดยภาคเอกชนควรมีส่วนร่วมในค่าใช้จ่ายประมาณครึ่งหนึ่ง
2) สัดส่วนนักวิทยาศาสตร์และวิศวกร ควรอยู่ในอัตรา 40 คน ต่อ 1,000 คน
3) ผู้สำเร็จการศึกษาที่มีพื้นฐานที่ดีทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะทำงานด้านการวิจัยและพัฒนาประมาณร้อยละ 10
5.2 หลักสูตรและรูปแบบการจัดการเรียนการสอนในแต่ละระดับการศึกษา
เด็กทุกคนต้องเรียนหลักสูตรระดับชาติ และสอบข้อสอบระดับชาติเหมือนกันหมด รวมทั้งจะต้องเรียนภาษาอังกฤษและภาษาแม่ (จีน มาเลย์ ทมิฬ) ควบคูกัน รวมถึงวิชาคณิตศาสตร์โดยให้ใช้เวลาร้อยละ 50 ของเวลาเรียนทั้งหมดในการเรียนภาษา เพื่อให้เด็กได้มีพื้นฐานด้านภาษา และใช้ทักษะทางภาษานี้เรียนวิชาอื่นในระดับประถมศึกษาตอนปลายต่อไป สำหรับระดับมัธยมศึกษา หลักสูตรมีความแตกต่างกันไปตามความสามารถของเด็ก โดยเน้นให้เด็กได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกัน ความตระหนักในหน้าที่พลเมือง เป็นต้น นอกจากนี้สิงคโปร์ยังให้ส่งเสริมการศึกษาแก่เด็กปัญญาเลิศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการจัดทำแผนส่งเสริมเด็กเก่งทางวิทยาศาสตร์และการส่งเสริมเด็กที่มีความสามารถด้านการเขียนอย่างจริงจัง รวมทั้งการส่งเสริมให้เด็กเก่งเข้าร่วมโครงการคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และเคมีโอลิมปิก และโครงการส่งเสริมเด็กปัญญาเลิศด้านต่าง ๆ
5.3 การพัฒนาครูประจำการและนักศึกษาครูสาขาวิทยาศาสตร์ศึกษา
ประเทศสิงคโปร์มีสถาบันการศึกษาแห่งชาติ (National Institute of Education : NIE) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง เป็นสถาบันที่เปิดสอนสาขาการฝึกหัดครูแห่งเดียวในประเทศสิงคโปร์ นักศึกษาครูที่จะเข้าศึกษาในสถาบันได้จะต้องผ่านการทดสอบ (NIE Entrance Proficiency Tests) เมื่อสำเร็จการศึกษาจะต้องเข้าทำงานในกระทรวงศึกษาธิการเป็นเวลา 3 ปี เพื่อใช้ทุน ในการบรรจุครูสาขาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์จะบรรจุแยกตั้งแต่ในระดับ ประถมศึกษา สำหรับการพัฒนาครูสาขาวิทยาศาสตร์ผู้จบการศึกษาปริญญาตรีวิทยาศาสตร์-บัณฑิตและอักษรศาสตรบัณฑิต สามารถบรรจุเข้าเป็นครูสาขาวิทยาศาสตร์ได้โดยศึกษาเพิ่มเติมวิชาชีพครู 1 ปี ภายหลังจบปริญญาตรีจะได้รับประกาศ นียบัตรวิชาชีพครูและหากศึกษาเพิ่มเติมหลักสูตร 2 ปี นอกจากจะได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพครูแล้ว ยังได้รับประกาศนียบัตรพลศึกษาเพิ่มอีกด้วย
6. ประเทศเวียดนาม
6.1 วิสัยทัศน์ผู้นำประเทศ กฎหมาย นโยบายเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ศึกษา
ประธานาธิบดีโฮจิมินห์ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีการวางรากฐานของนโยบายเพื่อพัฒนาการศึกษาและการฝึกอบรมทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไว้อย่างมั่นคง โดยประกาศให้เป็นนโยบายแห่งชาติซึ่งเป็นการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศที่เห็นว่าระดับสติปัญญาของคนในประเทศในเชิงวิทยาศาสตร์เป็นปัจจัยสำคัญที่ตัดสินความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ การที่รัฐบาลเวียดนามส่งเสริมการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนคณิตศาสตร์มากเป็นพิเศษ เพราะถือว่าเป็นวิชาพื้นฐานที่สำคัญที่สุดขององค์ความรู้ในวิชาอื่น ๆ โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพราะรัฐบาลเชื่อว่าการพัฒนาที่เกิดขึ้นจะเป็นฐานสำคัญที่ช่วยสนับสนุนความเจริญทางอุตสาหกรรมและความทันสมัยของประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ประชาชนมีความกินดีอยู่ดี ประเทศมีความเข้มแข็ง สามารถยืนหยัดต่อสู้ได้ และสังคมมีความเจริญทัดเทียมและเสมอภาคกับประเทศอื่น
6.2 หลักสูตรและรูปแบบการจัดการเรียนการสอนในแต่ละระดับการศึกษา
การศึกษาสายสามัญ แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ 1) ประถมศึกษา 2) มัธยมศึกษาตอนต้น และ 3) มัธยมศึกษาตอนปลาย หรือระบบ 5:4:3 ระดับประถมศึกษาซึ่งเป็นการศึกษาภาคบังคับ หลักสูตรจะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มเด็กทั่วไป กลุ่มเด็กเรียนช้าและเด็กด้อยโอกาส กลุ่มสุดท้ายคือ เด็กจากชนกลุ่มน้อยในถิ่นห่างไกล เน้นภาษาเวียดนามและคณิตศาสตร์ สำหรับหลักสูตรระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จะมีการเรียนวิชาการ ฝึกงานและให้นำกิจกรรมที่หลากหลาย และเน้นคณิตศาสตร์เป็นหลัก หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายมี 3 สาย โดยเน้นที่ความสามารถ ความสนใจและความแตกต่างของผู้เรียน ประกอบด้วย สาย A เป็นโปรแกรมด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ สาย B เป็นโปรแกรมด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและเทคโนโลยี สาย C เป็นโปรแกรมทางด้านศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ ในส่วนของการจัดการเรียนการสอนสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษ จะมีโรงเรียนที่มีหลักสูตรพิเศษเฉพาะทางอยู่ 2 แบบ คือแบบหนึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของ มหาวิทยาลัย เสมือนเป็นภาควิชาหนึ่งของมหาวิทยาลัย แบบที่สองคือโรงเรียนทั่วไปโดยมีหลักสูตร 2 ระบบ คือ หลักสูตรสามัญสำหรับมัธยมปลายและหลักสูตรพิเศษเพื่อเสริมสร้างความเข้มเฉพาะทาง ซึ่งแตก
ต่างจากหลักสูตรสามัญประมาณร้อยละ 30
6.3 การพัฒนาครูประจำการและนักศึกษาครูสาขาวิทยาศาสตร์ศึกษา
รัฐบาลเวียดนามได้กำหนดเป็นนโยบาย 2 ประการหลัก คือ 1) สร้างระบบจูงใจให้คนเก่งคนดีเข้ามาเป็นครู 2) การประกันคุณภาพในด้านต่าง ๆในส่วนของการผลิตครู เวียดนามจะมีสถาบันฝึกหัดครูเฉพาะทาง แบ่งเป็นมหาวิทยาลัยทางการศึกษา ซึ่งผลิตครูสอนมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นหลักสูตร 4-5 ปี คณะศึกษาศาสตร์ในมหาวิทยาลัย ผลิตครูสอนมัธยมศึกษาตอนปลาย วิทยาลัยครูผลิตครูสอนมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนมัธยมฝึกหัดครูอนุบาล สำหรับครูผู้สอนโรงเรียนผู้มีความสามารถพิเศษ โรงเรียนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยจะได้อาจารย์จากมหาวิทยาลัยมาสอนวิชาเฉพาะ ส่วนโรงเรียนที่ไม่ได้อยู่ในมหาวิทยาลัยก็อาศัยอาจารย์จากมหาวิทยาลัยมาช่วยติวให้กับนักเรียน แรงจูงใจที่ครูได้รับอาจไม่ใช่ค่าตอบแทนโดยตรงแต่จะเป็นความภาคภูมิใจที่ได้มีผลงาน โดยเฉพาะเมื่อนักเรียนของตนประสบผลสำเร็จได้รับรางวัล นอกจากนี้ครูเหล่านี้ยังมีโอกาสได้สิทธิพิเศษในการไปฝึกอบรม ไปศึกษาต่อ และการพิจารณาความดีความชอบ
วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2552
วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552
Science Literacy
การรู้วิทยาศาสตร์ (Scientific Literacy)
การรู้วิทยาศาสตร์ (Scientific Literacy) เป็นความรอบรู้เชิงวิทยาศาสตร์หรือการรู้เชิงวิทยาศาสตร์ ซึ่งหมายถึง การที่บุคคลสามารถเข้าใจในทุกแง่มุมของความรู้วิทยาศาสตร์ ทั้งความเป็นธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ ทัศนคติเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ หมายถึงการที่บุคคลสามารถเข้าใจในมวลความรู้ทางวิทยาศาสตร์ อย่างถ่องแท้ ลึกซึ้ง จนสามารถนำเอาความรู้นั้นไปใช้ในการตัดสินใจแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น สามารถนำไปใช้ดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมทั้งด้านธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ (Nature of Science) ด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (Science Knowledge) และด้านจิตวิทยาศาสตร์ (Habits of Mind) การสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ การดำเนินกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ ข้อเท็จจริง มโนมติ หลักการ และจิตวิทยาศาสตร์ จนกระทั่งสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี ดังนั้นในการที่จะสอนการรู้วิทยาศาสตร์ (Scientific Literacy) จึงควรมีมุมมองและทำความเข้าใจในเรื่องต่างๆ ดังนี้

- สอนให้เข้าในธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ (Nature of Science) โดยควรสอนให้เข้าใจในเนื้อหาวิทยาศาสตร์ควบคู่ไปกับการชี้ให้เห็นธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ สอนให้เกิดทั้งความรู้ที่เกี่ยวกับข้อเท็จจริง หลักการ และทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ (knowledge of science) และวิธีที่จะให้ได้มาซึ่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ประวัติวิทยาศาสตร์ ปรัชญาวิทยาศาสตร์ วัฒนธรรมประเพณีที่มีวิทยาศาสตร์เข้าไปเกี่ยวข้อง (knowledge about science) ตลอดจนความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้ในสถานการณ์ต่าง ในชีวิตประจำวัน ถ้าเราชี้ให้ผู้เรียนเห็นว่าวิทยาศาสตร์คืออะไร เทคโนโลยีคืออะไร สังคมคืออะไร วัฒนธรรมคืออะไร ทุกอย่างจะทำให้เกิดการรู้วิทยาศาสตร์ (Scientific Literacy) ซึ่งหมายถึงการรู้ การใช้ การตัดสินใจ ความมีเหตุมีผล การคิดแบบวิทยาศาสตร์ และการใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ เกิด Culture of Science แบบใหม่ คือ เปลี่ยนวัฒนธรรมการสอนวิทยาศาสตร์จากการสอนแบบบอกเนื้อหาเพียงอย่างเดียว เป็นการสอนเนื้อหาพร้อมกับชี้ให้เห็นกระบวนการให้ได้มาซึ่งความรู้วิทยาศาสตร์ ให้มีการอภิปราย ขบคิดเกี่ยวกับความเป็นวิทยาศาสตร์ด้วย
- สอนให้เกิดจิตวิทยาศาสตร์ (Habits of mind) ต้องสอนเรื่องราวที่เกี่ยวกับ
ประวัติศาสตร์ของวิทยาศาสตร์(History) ปรัชญาวิทยาศาสตร์ (Philosophy) และ สังคมวิทยา (Sociology) ให้กับผู้เรียนเพื่อให้เห็นคุณค่าของวิทยาศาสตร์ มีเจตคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์ นอกจากนั้นยังช่วยในการนำเอาทักษะวิทยาศาสตร์มาใช้อีกด้วย เช่น การสื่อสาร การใช้ภาษา การสังเกต การจัดการ การประเมินค่า การคำนวณ การคิดวิเคราะห์ ตลอดจนตระหนักและตัดสินใจเลือกแนวทางการแก้ปัญหาที่เหมาะสม สมเหตุสมผล คำนึงถึงผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีต่อสังคม (Impact of science and technology on society)
- สอนให้เปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ (Paradigm Shift) จากที่เคยรอรับความรู้เพียงฝ่ายเดียว ให้ปรับเปลี่ยนแนวคิดที่จะค้นหาความรู้ด้วยตนเอง เมื่อเจอปัญหาสามารถศึกษา และหาสาเหตุของปัญหา หาแนวทางแก้ปัญหา เก็บรวบรวมข้อมูล ตรวจสอบ สรุป วิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างเป็นความรู้ของตนเองได้ (constructivist practice in science) จะทำให้เกิดความคงทนของความรู้ และอาจได้ความรู้ใหม่ วิธีการหาความรู้แบบใหม่ต่อไป
การรู้วิทยาศาสตร์ (Scientific Literacy) เป็นความรอบรู้เชิงวิทยาศาสตร์หรือการรู้เชิงวิทยาศาสตร์ ซึ่งหมายถึง การที่บุคคลสามารถเข้าใจในทุกแง่มุมของความรู้วิทยาศาสตร์ ทั้งความเป็นธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ ทัศนคติเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ หมายถึงการที่บุคคลสามารถเข้าใจในมวลความรู้ทางวิทยาศาสตร์ อย่างถ่องแท้ ลึกซึ้ง จนสามารถนำเอาความรู้นั้นไปใช้ในการตัดสินใจแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น สามารถนำไปใช้ดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมทั้งด้านธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ (Nature of Science) ด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (Science Knowledge) และด้านจิตวิทยาศาสตร์ (Habits of Mind) การสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ การดำเนินกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ ข้อเท็จจริง มโนมติ หลักการ และจิตวิทยาศาสตร์ จนกระทั่งสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี ดังนั้นในการที่จะสอนการรู้วิทยาศาสตร์ (Scientific Literacy) จึงควรมีมุมมองและทำความเข้าใจในเรื่องต่างๆ ดังนี้

- สอนให้เข้าในธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ (Nature of Science) โดยควรสอนให้เข้าใจในเนื้อหาวิทยาศาสตร์ควบคู่ไปกับการชี้ให้เห็นธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ สอนให้เกิดทั้งความรู้ที่เกี่ยวกับข้อเท็จจริง หลักการ และทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ (knowledge of science) และวิธีที่จะให้ได้มาซึ่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ประวัติวิทยาศาสตร์ ปรัชญาวิทยาศาสตร์ วัฒนธรรมประเพณีที่มีวิทยาศาสตร์เข้าไปเกี่ยวข้อง (knowledge about science) ตลอดจนความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้ในสถานการณ์ต่าง ในชีวิตประจำวัน ถ้าเราชี้ให้ผู้เรียนเห็นว่าวิทยาศาสตร์คืออะไร เทคโนโลยีคืออะไร สังคมคืออะไร วัฒนธรรมคืออะไร ทุกอย่างจะทำให้เกิดการรู้วิทยาศาสตร์ (Scientific Literacy) ซึ่งหมายถึงการรู้ การใช้ การตัดสินใจ ความมีเหตุมีผล การคิดแบบวิทยาศาสตร์ และการใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ เกิด Culture of Science แบบใหม่ คือ เปลี่ยนวัฒนธรรมการสอนวิทยาศาสตร์จากการสอนแบบบอกเนื้อหาเพียงอย่างเดียว เป็นการสอนเนื้อหาพร้อมกับชี้ให้เห็นกระบวนการให้ได้มาซึ่งความรู้วิทยาศาสตร์ ให้มีการอภิปราย ขบคิดเกี่ยวกับความเป็นวิทยาศาสตร์ด้วย
- สอนให้เกิดจิตวิทยาศาสตร์ (Habits of mind) ต้องสอนเรื่องราวที่เกี่ยวกับ
ประวัติศาสตร์ของวิทยาศาสตร์(History) ปรัชญาวิทยาศาสตร์ (Philosophy) และ สังคมวิทยา (Sociology) ให้กับผู้เรียนเพื่อให้เห็นคุณค่าของวิทยาศาสตร์ มีเจตคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์ นอกจากนั้นยังช่วยในการนำเอาทักษะวิทยาศาสตร์มาใช้อีกด้วย เช่น การสื่อสาร การใช้ภาษา การสังเกต การจัดการ การประเมินค่า การคำนวณ การคิดวิเคราะห์ ตลอดจนตระหนักและตัดสินใจเลือกแนวทางการแก้ปัญหาที่เหมาะสม สมเหตุสมผล คำนึงถึงผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีต่อสังคม (Impact of science and technology on society)
- สอนให้เปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ (Paradigm Shift) จากที่เคยรอรับความรู้เพียงฝ่ายเดียว ให้ปรับเปลี่ยนแนวคิดที่จะค้นหาความรู้ด้วยตนเอง เมื่อเจอปัญหาสามารถศึกษา และหาสาเหตุของปัญหา หาแนวทางแก้ปัญหา เก็บรวบรวมข้อมูล ตรวจสอบ สรุป วิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างเป็นความรู้ของตนเองได้ (constructivist practice in science) จะทำให้เกิดความคงทนของความรู้ และอาจได้ความรู้ใหม่ วิธีการหาความรู้แบบใหม่ต่อไป
ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์
ความหมายและองค์ประกอบของวิทยาศาสตร์
ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ (Nature of Science; NOS) ความหมายที่เป็นที่ยอมรับของนักการศึกษาด้านการเรียนรู้วิทยาศาสตร์หรือนักวิทยาศาสตร์ศึกษาในปัจจุบัน สรุปได้ว่า “ ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์” เป็นค่านิยม ข้อสรุป แนวคิดหรือ คำอธิบายที่บอกว่าวิทยาศาสตร์คือ อะไร มีการทำงานอย่างงไร นักวิทยาศาสตร์คือใคร ทำงานอย่างไร และงานด้านวิทยาศาสตร์มีความสัมพันธ์อย่างไรกับสังคม ค่านิยม ข้อสรุป แนวคิดหรือคำอธิบายเหล่านี้จะผสมผสานกลมกลืนอยู่ในตัววิทยาศาสตร์ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และการพัฒนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงการมองสิ่งเหล่านี้ในเชิงปรัชญาเกี่ยวกับการกำเนิด ธรรมชาติ วิธีการและขอบเขตของความรู้ของมนุษย์ (Epistemology) และในเชิงสังคมวิทยา (Sociology) ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ประกอบไปด้วยแนวคิดเกี่ยวกับตัววิทยาศาสตร์อยู่หลายแนวคิด ซึ่งในที่นี้อาจจัดหมวดหมู่ของแนวคิดเหล่านั้นได้เป็น 3 กลุ่ม ใหญ่ ๆ ตามการจัดของ The American Association for the Advancement of Science (AAAS) ได้แก่
ด้านที่ 1 โลกในมุมมองแบบวิทยาศาสตร์ (Scientific World View)
ด้านที่ 2 การสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Inquiry)
ด้านที่ 3 องค์กรทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Enterprise)
ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ (Nature of Science; NOS) ความหมายที่เป็นที่ยอมรับของนักการศึกษาด้านการเรียนรู้วิทยาศาสตร์หรือนักวิทยาศาสตร์ศึกษาในปัจจุบัน สรุปได้ว่า “ ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์” เป็นค่านิยม ข้อสรุป แนวคิดหรือ คำอธิบายที่บอกว่าวิทยาศาสตร์คือ อะไร มีการทำงานอย่างงไร นักวิทยาศาสตร์คือใคร ทำงานอย่างไร และงานด้านวิทยาศาสตร์มีความสัมพันธ์อย่างไรกับสังคม ค่านิยม ข้อสรุป แนวคิดหรือคำอธิบายเหล่านี้จะผสมผสานกลมกลืนอยู่ในตัววิทยาศาสตร์ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และการพัฒนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงการมองสิ่งเหล่านี้ในเชิงปรัชญาเกี่ยวกับการกำเนิด ธรรมชาติ วิธีการและขอบเขตของความรู้ของมนุษย์ (Epistemology) และในเชิงสังคมวิทยา (Sociology) ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ประกอบไปด้วยแนวคิดเกี่ยวกับตัววิทยาศาสตร์อยู่หลายแนวคิด ซึ่งในที่นี้อาจจัดหมวดหมู่ของแนวคิดเหล่านั้นได้เป็น 3 กลุ่ม ใหญ่ ๆ ตามการจัดของ The American Association for the Advancement of Science (AAAS) ได้แก่
ด้านที่ 1 โลกในมุมมองแบบวิทยาศาสตร์ (Scientific World View)
ด้านที่ 2 การสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Inquiry)
ด้านที่ 3 องค์กรทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Enterprise)
วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
วิเคราะห์พระราชบัญญัติการศึกษา หมวด 4
วิเคราะห์ พรบ.การศึกษา หมวด 4
มาตรา ๒๒ การจัดการศึกษาต้องยืดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และ ถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ
มาตรา ๒๓ การจัดการศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละ ระดับการศึกษา
มาตรา ๒๔ การจัดกระบวนการเรียนรู้ จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมตามความสนใจและความถนัดของ
ผู้เรียน ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้อง
กันและแก้ไขปัญหา จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบกรณ์จริง จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ ปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ผู้สอนจัดบรรยา
กาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ รวมทั้งทำวิจัย จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกับบิดา มารดา ผู้ปกครอง บุคคลในชุม
ชนทุกฝ่าย
มาตรา ๒๕ รัฐต้องส่งเสริมการดำเนินงานและการจัดตั้งแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบ มีแหล่งเรียนรู้พอเพียงและมีประสิทธิภาพ
มาตรา ๒๖ สถานศึกษาจัดการประเมินผู้เรียนโดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน ใช้วิธีการที่หลากหลายในการจัดสรรโอกาสการเข้าศึกษาต่อโดยใช้ผลจากการประเมิน
มาตรา ๒๗ ให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อความเป็นไทย ความเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ จัดทำสาระที่สำพันธ์กับปัญหาในชุมชน
มาตรา ๒๘ หลักสูตรการศึกษาระดับต่าง ๆ ต้องมีลักษณะหลากหลาย ทั้งนี้ให้จัดตามความเหมาะสมของแต่ละระดับโดยมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลให้เหมาะสมแก่วัยและศักยภาพ
มาตรา ๒๙ ให้สถานศึกษาร่วมกับบุคคล ครอบครัว สถาบันสังคมอื่น ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุม ชนโดยจัดกระบวนการเรียนรู้ภายในชุมชน เพื่อพัฒนาชุมชนให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการ มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาระหว่างชุมชน
มาตรา ๓๐ ให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธภาพ รวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้ สอน สามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา
มาตรา ๒๒ การจัดการศึกษาต้องยืดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และ ถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ
มาตรา ๒๓ การจัดการศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละ ระดับการศึกษา
มาตรา ๒๔ การจัดกระบวนการเรียนรู้ จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมตามความสนใจและความถนัดของ
ผู้เรียน ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้อง
กันและแก้ไขปัญหา จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบกรณ์จริง จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ ปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ผู้สอนจัดบรรยา
กาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ รวมทั้งทำวิจัย จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกับบิดา มารดา ผู้ปกครอง บุคคลในชุม
ชนทุกฝ่าย
มาตรา ๒๕ รัฐต้องส่งเสริมการดำเนินงานและการจัดตั้งแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบ มีแหล่งเรียนรู้พอเพียงและมีประสิทธิภาพ
มาตรา ๒๖ สถานศึกษาจัดการประเมินผู้เรียนโดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน ใช้วิธีการที่หลากหลายในการจัดสรรโอกาสการเข้าศึกษาต่อโดยใช้ผลจากการประเมิน
มาตรา ๒๗ ให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อความเป็นไทย ความเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ จัดทำสาระที่สำพันธ์กับปัญหาในชุมชน
มาตรา ๒๘ หลักสูตรการศึกษาระดับต่าง ๆ ต้องมีลักษณะหลากหลาย ทั้งนี้ให้จัดตามความเหมาะสมของแต่ละระดับโดยมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลให้เหมาะสมแก่วัยและศักยภาพ
มาตรา ๒๙ ให้สถานศึกษาร่วมกับบุคคล ครอบครัว สถาบันสังคมอื่น ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุม ชนโดยจัดกระบวนการเรียนรู้ภายในชุมชน เพื่อพัฒนาชุมชนให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการ มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาระหว่างชุมชน
มาตรา ๓๐ ให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธภาพ รวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้ สอน สามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
